‘นาฬิกากำลังละลาย’ แฝงไปด้วยพลังและความหมายมากมาย เป็นหนึ่งในผลงานของศิลปิน ซึ่งมีความแปลก แหวกแนว พิลึก แฝงไปด้วยความล้ำลึกอย่างสุดๆ โดยศิลปินผู้นี้มานามว่า ‘Salvador Dali’ จิตรกรชาวสเปนผู้ยิ่งใหญ่ เขามีชีวิตอยู่ใน วันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ.1904 – 23 มกราคม ค.ศ. 1989 มีชื่อเสียงจากภาพวาดแนว Surrealism มีความหลุดโลก และถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในตำนานศิลปินระดับโลก

ผลงานของ ‘Salvador Dali’

ทุกภาพวาดของ ‘Salvador Dali’ อัดแน่นไปด้วยความหมายแฝงอยู่เปี่ยมล้น ทำให้ผู้ชมคบคิดไปกับการตีความหมายของสัญลักษณ์ , การจัดวาง รวมทั้งรูปร่าง ซึ่งเป็นเสน่ห์ดึงดูดผู้คนให้เกิดความรู้สึกหลงใหล ผลงานของเขา มีพลังจนถึงขนาดพลิกโฉมยุคสมัย จนกลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินยุคต่อมาอีกหลายคน

ความทรงจำอันตราตรึง The Persistence of Memory

ผลงานชิ้นนี้ของ ‘Salvador Dali’ วาด ในปี 1931 เป็นผลงานอีกหนึ่งชิ้น ที่ทั่วโลกรู้จักกันมากที่สุด ภาพนี้เปิดการแสดงเป็นครั้งแรก ในปี 1932 ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์ Museum of Modern Art , เมือง New York ตั้งแต่ปี1934เป็นต้นมา และเป็นที่รู้จักภายในชื่อภาพ นาฬิกาละลาย หรือ Melting pocket watch

ความหมายลึกของภาพนี้ มีนักวิจารณ์อ้างอิงถึงทฤษฎีมากมาย ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับภาพนี้ โดยเป็นภาพของการสรุปทฤษฎี ที่มีแนวคิดเกี่ยวกับความแข็งแกร่ง รวมเข้ากับความอ่อนของ Dali ในสมัยนั้น

นักวิจารณ์ นาม Dawn Ades ได้กล่าวถึงแนวคิดนี้ไว้ว่า…

‘ภาพนาฬิกาละลาย คือ สัญลักษณ์อันแสดงให้เห็นเกี่ยวกับจิตใต้สำนึก ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับช่องว่างและเวลา อันเป็นแนวคิดของ Surrealism โดยจะเพ่งไปยังการล่มสลายของกฎเกณฑ์แห่งจักรวาล’

หากแต่นักวิจารณ์บางคนก้าวล้ำกว่านั้น โดยอ้างว่า Dali กำลังเชื่อต่อความคิดจิตใต้สำนึกให้เข้ากับทฤษฎีสัมพัทธ์ภาพ ที่กำลังได้รับความสนใจในตอนนั้น

จนกระทั่งวันหนึ่งมีนักข่าวนาม Ilya Prigogine ได้ถาม Dali โดยตรงว่า…

‘มีคนวิเคราะห์กันว่าคุณสร้างภาพนี้เพื่อนำไปเกี่ยวโยงกับทฤษฎีสัมพัทธภาพใช่ไหมครับ ?’

เมื่อ Dali ได้ฟังคำถามจึงตอบไปว่า…

‘เรื่องทฤษฎีอะไรนั่นผมไม่รู้เรื่องหรอก หากแต่ภาพนี้ผมได้แนวคิดมาจากเนยแข็ง ที่ถูกแสงแดดต่างหาก’ จากคำตอบนี้เล่นเอานักนักวิชาการทั้งหลายเงิบไปตามๆกัน

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีคำอธิบายจากปาก Dali แล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่วายที่คนยุคหลังจะพยายามยกทฤษฎีต่างๆมาวิเคราะห์อย่างไม่จบสิ้น ยิ่งต่อก็ยิ่งยาว สรุปแล้วหัวใจสำคัญของงานที่กลายมาเป็นงานระดับโลกก็อยู่ตรงที่เป็นภาพที่มีคนพูดถึงมากที่สุดนี่เอง…